| |||
พระไท่ซินโจวซือ
ร่างสังขารของพระไท่ซินโจวซือที่ยังคงสภาพเหมือนเดิมไม่เน่าเปื่อย ฮ่องเต้เกิดศรัทธาได้นำเข้าไปไว้ในพระราชวังแล้วลงรักปิดทอง จะเห็นเนื้อแท้ที่ทรวงอก หนังแห้งย่น กระดูกไหปลาร้ายังอยู่ในสภาพเดิม ส่วนอื่นๆถูกลงรักปิดทองหมด สังขารของท่านจนปัจจุบันยังคงสภาพเหมือนเดิมมีอายุถึง ๑๓๕๖ ปีแล้ว
พระไท่ซินโจวซือ หรือ ซีโจ้ว หรือ ซีจ้อ หรือ พระตูซุนมหาครูบา หรือ พระเต้าซินต้าซือ หรือ เต้าสิ่นไท่ซือ หรือ เท่าซิน เป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ ๔ สมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ถังไท่จง คือ ไท่โจ้วเซียงซือ พระไท่ซิน หรือซีโจ้วโจวซือ เดิมท่านชื่อ ซิน แซ่ซือหม่า ถือกำเนิดที่ตำบลกวงจี่ แขวงเมืองจีโจว ตรงกับสมัยราชวงศ์เหลียงใต้ ฮ่องเต้เหลียงซือจง หรือ เซียวหมิงตี้(เซียวกุย)ในปีเทียนเป่าที่ ๑๘ หรือตรงกับสมัยราชวงศ์เฉิน ฮ่องเต้เฉินซวนตี้ (เฉินซู)ในปีไท่เจี้ยนที่ ๑๑ พ.ศ. ๑๑๒๒ ซือหม่าซินสนใจในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็กด้วยสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ท่านเป็นเด็กอัจฉริยะหลักแหลม มีความจำดี ต่อมาได้บวชสามเณรที่วัดใกล้บ้าน ด้วยข้อสงสัยในธรรม ท่านจึงพยายามแสวงหาอาจารย์ที่สามารถให้คำตอบที่พอใจได้ ด้วยท่านมีความร้อนรุ่มอยู่ในใจเสมือนมีอะไรบางอย่างมารัดรึงหัวใจไว้ จำจะต้องหาผู้รู้ที่สามารถแก้ปมปัญหาในใจของตนให้ได้ สามเณรเต้าซินจึงเดินทางไปยังเทือกเขาหวางกงซานเพื่อกราบนมัสการพระซาโจ้วโจวซือ ให้ช่วยแก้ปัญหาในสิ่งที่เป็นพันธนาการในหัวใจของตน เมื่อเดินทางไปถึงสำนักเทือกเขาหวางกงซาน เข้าไปกราบพระอาจารย์เจ้าวัดเพื่อขอเป็นลูกศิษย์ ในการสนทนาธรรมกันนั้น ท่านสามเณรเต้าซินได้เรียนถามอาจารย์ว่า พระคุณเจ้าครับ เป็นเพราะเหตุใดในหัวใจของผมเป็นเสมือนหนึ่งมีเครื่องผูกมัดอยู่ มันทำให้หัวใจรุ่มร้อน จะทำอย่างไรให้เครื่องผูกมัดนี้หลุดออกจากใจได้ละครับ ดูก่อน พ่อสามเณรน้อย ก็ใครล่ะที่มาผูกมัดพันธนาการหัวใจของเธอเล่า เปล่าครับ ไม่มีใครมาผูกมัดรัดตัวผมเลยครับ เอ้า ก็ในเมื่อไม่มีใครมามัดตัวเธอ ก็ไม่ต้องให้ใครมาแก้มัดซี พ่อเณรจงรักษาจิตใจให้สงบ แล้วจงมาพำนักกับเราที่นี่เถิด สามเณรเต้าซินจึงได้อยู่ในสำนักพระซาโจ้วโจวซือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านได้ศึกษาข้อธรรมที่ไม่เคยได้ทราบ จนสามารถรู้ลึกซึ้งและท่านมีสมาธิจิตสูงมาก เมื่ออายุครบอุปสมบท ท่านพระอาจารย์ซาโจ้วโจวซือ จึงได้บวชให้ เป็นพระภิกษุ ไท่ซิน หรือ พระภิกษุเต้าซิน ท่านได้ปรนนิบัติพระอาจารย์อยู่ ๙ ปี จึงได้รับวัตถุสำคัญสี่สิ่งจากพระอาจารย์ และต่อมาได้เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ ๔ พระไท่ซินได้ฝึกฝนนั่งสมาธิโดยมิได้นอนเอนกายตลอดชั่วเวลาถึง ๖๐ ปี ท่านนั่งภาวนาตลอด กล่าวกันว่า เมื่อใดที่ท่านลืมตาขึ้นขณะที่กำลังนั่งสมาธิ จะทำให้ผู้พบเห็นสะดุ้งโดยไม่รู้สึกตัว เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วถึงความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจประหลาดของท่าน ความดังกล่าวได้ทราบถึงฮ่องเต้ถังไท่จง(หลี่ซื่อหมิน) ใช้ปีรัชกาลว่า เจินกวงที่ ๑๗ พ.ศ. ๑๑๘๖ พระองค์มีรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปนิมนต์เข้าพระราชวังเพื่อทรงเตรียมเครื่องสังฆภัณฑ์จตุปัจจัยถวายแด่ท่าน แต่ท่านปฏิเสธโดยอ้างว่า ท่านแก่ชรามากแล้ว หนทางการเดินไปก็ลำบาก ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ ๖๔ ปี ไหนเรื่องขบฉันตามระยะทางก็ไม่มี เมื่อขุนนางผู้ใหญ่กลับไปกราบทูลตามที่ท่านพูด ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งไปใหม่ว่า จงไปบอกท่านว่า เมื่อฮ่องเต้สั่งไม่ว่าจะแก่หรือหนทางลำบากแค่ไหนก็ต้องมาให้ถึงพระราชวังให้ได้ ข้างขุนนางผู้นั้นกลับไปที่วัดนมัสการท่าน กราบเรียนท่านตามที่ฮ่องเต้รับสั่ง พร้อมกับกล่าวว่า ถ้าหากท่านเดินไม่ไหวพวกตนจะให้นั่งเกี้ยวหามไปเมืองหลวง ไม่ละโยม อาตมาไม่ไปหรอก อาตมาแก่เกินไปที่จะเดินทางไกลและเจ็บป่วยอยู่ด้วย แต่ถ้าหากโยมจะให้ไปก็ได้ จงเอาศีรษะของอาตมาไปเถิด ส่วนหัวใจนั้นไม่ไปแน่นอน ข้างขุนนางผู้นั้นไม่รู้ที่จะทำประการใดจึงเดินทางกลับเมืองหลวงกราบทูลให้ทรงทราบตามที่พระซีโจ้วโจวซือพูด ฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ดีแล้ว เจ้าจงไปตัดศีรษะพระรูปนี้มาให้ข้า พระองค์จึงทรงมอบมีดพิเศษลงในกล่องแล้วตรัสว่า เอ้า เอามีดไปตัดศีรษะมา แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ เจ้าจะกล้าตัดศีรษะพระภิกษุรูปนี้รึเปล่า ข้างขุนนางเมื่อกลับไปถึงวัดเข้ากราบนมัสการพระซีโจ้วโจวซือ พร้อมกับกล่าวว่า พระคุณเจ้าครับ ถ้าท่านไม่ไปเข้าเฝ้าตามรับสั่ง พระองค์ให้ผมมาตัดศีรษะท่าน เอาเลยโยม ถ้าชาตินี้ศีรษะอาตมาได้เห็นองค์ฮ่องเต้ ก็จะเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก ว่าแล้วท่านก็ยื่นศีรษะให้เพชฌฆาตตัดศีรษะในทันใด ข้างเพชฌฆาตก็เตรียมมีดมารอไว้แล้ว พระท่านหลับตาแต่ไม่เห็นมีมีดมาเฉือนศีรษะท่านเลย ท่านโกรธต่อว่าเพชฌฆาตทำไมต้องทำให้ท่านรอนาน ข้างขุนนางจึงนมัสการกราบท่านว่าฮ่องเต้มิได้มีจุดประสงค์จะฆ่าท่านหรอก เพียงแต่จะขู่ท่านเท่านั้น
บริเวณใกล้สำนักเขาหวางกงซานมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกพวกโจรล้อมหมู่บ้านเพื่อแย่งน้ำและอาหาร ท่านจึงต้องออกจากวัดไปช่วยชาวบ้านด้วยการสอนธรรม ต่อมาพวกโจรได้ปล่อยน้ำลงมาให้ชาวบ้านตามเดิม วันหนึ่งท่านคิดคำนึงอยากสร้างวัดสักแห่ง จึงเพ่งพินิจไปยังภูเขาแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า ภูเขาหัวแตกสองซีกซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะที่จะสร้างวัด ท่านจึงเดินทางไปยังภูเขาสองซีกแล้วสร้างวัดและเปลี่ยนชื่อเป็นภูเขายอดแฝด พระซีโจ้วโจวซือมีศิษย์เอกรูปหนึ่งชื่อพระภิกษุฮุงเจิ้น เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางธรรมอย่างสูง ท่านเห็นว่าจะเป็นผู้นำทางธรรมที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าต่อไป ท่านจึงมอบของสี่สิ่งให้เพื่อแสดงว่า พระฮุงเจิ้นจะได้เป็นพระสังฆปรินายกองค์ต่อไป เมื่อจวนจะถึงวาระดับขันธ์ซึ่งท่านรู้โดยญาณ จึงสั่งให้หยวนอี้ ลูกศิษย์สร้างพระสถูปขึ้น เพื่อบรรจุพระศพของท่าน ครั้นถึงวันที่ ๒๔ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับปีรัชกาลหย่งฮุยที่ ๒ พ.ศ. ๑๑๙๔ รัชสมัยฮ่องเต้ถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) ท่านประชุมศิษย์ทั้งหลาย แล้วนั่งสมาธิดับขันธ์ในฌานสมาบัติ เมื่ออายุได้ ๗๒ ปี พระศพได้บรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์หลวงสร้างด้วยหินชื่อ ซือฮุ้น มีประตูหินปิดอย่างแข็งแรง ฮ่องเต้ถังไท่จงได้พระราชทานสมณศักดิ์ให้ว่า ไท่โจ้วเซียงซือ พร้อมทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินมาบวงสรวงหน้าพระสถูปเจดีย์ที่ฝังพระศพพระไท่ซินโจวซือ พระสังฆปรินายกองค์ที่ ๔ ภายหลังจากนั้นหนึ่งปี ปรากฏว่าประตูพระสถูปถูกเปิดออกเอง บรรดาพระลูกศิษย์รวมทั้งพระหง่อโจ้วโจวซือต่างพากันไปที่บรรจุพระศพ ต่างเห็นพระศพยังอยู่ในท่านั่งสมาธิในรูปแบบเหมือนคนมีชีวิต เพียงแต่ผิวหนังซูบลงไปเท่านั้น ไม่เน่าเปื่อย พระเจ้าวัดคือพระหง่อโจ้วโจวซือ จึงนำพระศพของท่านมาทาเล็กเกอร์แล้วปิดทองคำเปลวครองผ้าให้ นำมาประดิษฐานไว้ในวัด เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์และผู้ที่เคารพท่านได้กราบไหว้สักการบูชาจนสืบมาถึงปัจจุบัน
: สมบูรณ์ แก่นตะเคียน ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๐
Title : Patriarch Tai Hsin ; Fourth Chinese Patriarch of Mahayana,
: Somboon Kantakian
|
|
|
|
|